“ภาณุพงศ์”เรียกถกชุดสืบสวน เหตุระเบิดหน้าสนามม้านางเลิ้ง คาดคนร้ายเป็นกลุ่มเดียวกันที่วางบึ้มห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน – สธ. – รร.สันติราษฏร์

Posted: กันยายน 26, 2010 in เหตุระเบิด
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา(สบ10) เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.นางเลิ้ง เพื่อคลี่คลายคดีคนร้ายลอบวางระเบิดที่บริเวณหน้าราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนามม้านางเลิ้ง) เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. , พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต ผบก.สส.บช.น. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นหน้าสนามม้านางเลิ้งเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ใกล้เคียงกับเหตุระเบิดที่บริเวณห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วาน กระทรวงสาธารณสุข และหน้าโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย โดยพบว่า สารตั้งต้นที่ใช้ในการประกอบระเบิดเป็นแบบเดียวกัน ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่าเหตุระเบิดทั้ง 3 จุดที่ผ่านมา รวมถึงที่สนามม้านางเลิ้ง คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนร้ายกลุ่มเดียวกัน โดยผู้ที่ประกอบและต่อวงจรระเบิดเป็นคน ๆ เดียวกัน มีจุดประสงค์สร้างสถานการณ์ก่อกวน ไม่ต้องการให้เกิดความสงบในบ้านเมือง ซึ่งจะต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบในการสืบสวน เพื่อสืบหาตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว
“เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธ์ศรี ผบ.ตร. ได้รับแจ้งจากประชาชนเกี่ยวกับเบาะแสของคนร้าย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ต้องนำข้อมูลไปตรวจสอบอย่างละเอียดเสียก่อน เบื้องต้นได้มีการตั้งรางวัลนำจับเป็นเงิน 1 แสนบาท ให้แก่ผู้ที่แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้” ที่ปรึกษา (สบ10) กล่าว
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก็มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร โดยกล้องจรปิดสามารถจับภาพยานพาหนะ และรูปพรรณสันฐานของคนร้ายเอาไว้ได้ ถ้าหากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดใกล้เคียงกับสนามม้านางเลิ้ง จับภาพผู้ต้องสงสัยได้ ก็จะนำมาเปรียบเทียบกัน ส่วนผู้ที่ต่อวงจรระเบิดจะต้องเป็นคนที่เคยเรียนมา และมีความรู้เป็นอย่างดีประชาชนธรรมดาไม่น่าจะทำได้ แต่ตนไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกลุ่มใด สำหรับเรื่องแนวทางการป้องกันเหตุนั้น ทางผู้บังคับบัญชาได้กำชับมาว่าให้เพิ่มกำลังสายตรวจ และเข้มงวดในเรื่องการตั้งด่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการปรับแผนไปแล้ว ตำรวจทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ แต่อย่างที่บอกว่า คนร้ายต้องการไม่ให้เกิดความสงบในบ้านเมือง จึงหาช่องทางที่จะก่อเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงอยากประชาสัมพันธ์ไปถึงพี่น้องประชาชน ให้ช่วยเป็นหูเป็นตาแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย และหากพบสิ่งผิดปกติหรือบุคคลต้องสงสัยสามารถแจ้งไปที่ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา(สบ10) เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.นางเลิ้ง เพื่อคลี่คลายคดีคนร้ายลอบวางระเบิดที่บริเวณหน้าราชตฤณมัยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนามม้านางเลิ้ง) เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา โดยมี พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. , พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น. , พล.ต.ต.ฉันทวิทย์ รามสูต ผบก.สส.บช.น. และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า เหตุระเบิดที่เกิดขึ้นหน้าสนามม้านางเลิ้งเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา ใกล้เคียงกับเหตุระเบิดที่บริเวณห้างเดอะมอลล์งามวงศ์วาน กระทรวงสาธารณสุข และหน้าโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย โดยพบว่า สารตั้งต้นที่ใช้ในการประกอบระเบิดเป็นแบบเดียวกัน ดังนั้น จึงพอสรุปได้ว่าเหตุระเบิดทั้ง 3 จุดที่ผ่านมา รวมถึงที่สนามม้านางเลิ้ง คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนร้ายกลุ่มเดียวกัน โดยผู้ที่ประกอบและต่อวงจรระเบิดเป็นคน ๆ เดียวกัน มีจุดประสงค์สร้างสถานการณ์ก่อกวน ไม่ต้องการให้เกิดความสงบในบ้านเมือง ซึ่งจะต้องนำข้อมูลทั้งหมดมาประกอบในการสืบสวน เพื่อสืบหาตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็ว
“เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธ์ศรี ผบ.ตร. ได้รับแจ้งจากประชาชนเกี่ยวกับเบาะแสของคนร้าย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ต้องนำข้อมูลไปตรวจสอบอย่างละเอียดเสียก่อน เบื้องต้นได้มีการตั้งรางวัลนำจับเป็นเงิน 1 แสนบาท ให้แก่ผู้ที่แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมคนร้ายได้” ที่ปรึกษา (สบ10) กล่าว
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ก็มีความคืบหน้าไปมากพอสมควร โดยกล้องจรปิดสามารถจับภาพยานพาหนะ และรูปพรรณสันฐานของคนร้ายเอาไว้ได้ ถ้าหากกล้องวงจรปิดบริเวณจุดใกล้เคียงกับสนามม้านางเลิ้ง จับภาพผู้ต้องสงสัยได้ ก็จะนำมาเปรียบเทียบกัน ส่วนผู้ที่ต่อวงจรระเบิดจะต้องเป็นคนที่เคยเรียนมา และมีความรู้เป็นอย่างดีประชาชนธรรมดาไม่น่าจะทำได้ แต่ตนไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นกลุ่มใด สำหรับเรื่องแนวทางการป้องกันเหตุนั้น ทางผู้บังคับบัญชาได้กำชับมาว่าให้เพิ่มกำลังสายตรวจ และเข้มงวดในเรื่องการตั้งด่าน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการปรับแผนไปแล้ว ตำรวจทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ แต่อย่างที่บอกว่า คนร้ายต้องการไม่ให้เกิดความสงบในบ้านเมือง จึงหาช่องทางที่จะก่อเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้น จึงอยากประชาสัมพันธ์ไปถึงพี่น้องประชาชน ให้ช่วยเป็นหูเป็นตาแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย และหากพบสิ่งผิดปกติหรือบุคคลต้องสงสัยสามารถแจ้งไปที่ 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

อัพเดต 27/09/53

ตำรวจเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดซึ่งอยู่บริเวณที่เกิดเหตุระเบิดใกล้สนามม้านางเลิ้ง เพื่อหาเบาะแสของคนร้าย

พ.ต.อ.วีรวิทย์ จันทร์จำเริญ รองผู้บังคัญการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยหลังเดินทางไปตรวจสอบเหตุระเบิดใต้สะพานลอยคนข้ามใกล้สนามม้านางเลิ้งว่า ระเบิดเกิดขึ้นเวลาประมาณ 24.30 น. คนร้ายนำปุ๋ยยูเรียผสมน้ำมันดีเซลและหัวน็อตบรรจุใส่ถังแก๊สอะลูมิเนียม น้ำหนัก 5-10 ปอนด์ ก่อนจุดชนวนระเบิดด้วยสายไฟฟ้า แต่ตัวจุดระเบิดยังไม่ระบุว่าเป็นนาฬิกาหรือโทรศัพท์ เนื่องจากไม่พบชิ้นส่วนใดตกอยู่ และเพราะระเบิดทำงานไม่สมบูรณทำให้เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อย

เบื้องต้นได้สั่งการให้เร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดของกรุงเทพมหานคร ที่อยู่บริเวณสะพานลอยเหนือจุดเกิดเหตุว่าบันทึกภาพของคนร้ายที่นำระเบิดมาวางได้หรือไม่ ส่วนพยานที่เป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามม้านางเลิ้งให้การว่า ได้ยินเสียงระเบิดจึงออกมาดู แต่ก็ไม่เห็นคนร้ายแล้ว

ASTVผู้จัดการรายวัน – เปิดแผนสกัดบึ้ม ตร.-ทหาร วางมาตรการเชิงรุกคุมเข้ม 3 โซนอันตราย “ผบ.ตร.” ฟันธงต้นตอบึ้มกลุ่มการเมืองไม่อยากปรองดอง ล่าสุดวางบึ้มแถวเมืองนนท์ โชคดีกู้ทัน
วานนี้ (28 ก.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.เปิดเผยถึงเหตุระเบิดที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก ว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเวลาประมาณ 20.30 น.คืนวันที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตกหนัก เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ยินเสียงแต่คิดว่าเป็นรถยางระเบิด หรือหม้อแปลงระเบิด จึงไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพิ่งทราบเรื่องเมื่อช่วงสาย ภาพวงจรปิดจับภาพได้เห็นแสงไฟ แต่ไม่เห็นคนร้ายและเส้นทางหลบหนี ตอนนี้ยังไม่ทราบเบาะแสคนร้าย และยังไม่ทราบว่าเป็นกลุ่มเดียวกับระเบิดก่อนหน้านี้หรือไม่อาจเป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่เป็นก็ได้
อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตั้งชุดทำงานเฉพาะกิจเพื่อคลี่คลายคดีระเบิดทำการสืบสวนปราบปราม โดยมี พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยาที่ปรึกษา (สบ10) เป็นหัวหน้าชุด และ พล.ต.ท.อัศวินขวัญเมือง ผช.ผบ.ตร.เป็นรองหัวหน้าชุดทำงาน โดยในชุดทำงาน ประกอบด้วย ตำรวจสันติบาล ตัวแทน ภ.1-9 เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) ซึ่งชุดทำงานจะช่วยกันคลี่คลายคดีระเบิดที่เกิดขึ้นฝีมือกลุ่มการเมืองมีแกนหลัก 5-6 คน
พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า สำหรับเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 26-28 ก.ย.ตามที่การข่าวของสันติบาลแจ้งเตือนไว้นั้นและในห้วงเดือน ก.ย.นี้จะมีการก่อเหตุ เป็นฝีมือของกลุ่มการเมืองที่ไม่ต้องการให้เกิดความปรองดอง หรือสมานฉันท์เกิดขึ้น สร้างสถานการณ์ต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้มีแกนนำหลัก 5-6 คนเป็นบุคคลอยู่ในแวดวงการเมือง มีบุคคลผสมกันหลากหลายบอกไม่ได้ว่าเป็นใครเป็นเป้าสำคัญที่ ตร.จับตาดูอยู่ และได้ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบไปประกบเพื่อกดดัน แต่ตำรวจยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงไปถึงเนื่องจากมีการตัดตอนเสียก่อน ซึ่งเป็นหน้าที่ของชุดสืบสวนที่จะหาหลักฐานเพื่อเชื่อมโยงจับกุม กลุ่มนี้มีความเคลื่อนไหวช่วงเดือนกันยายนนี้ ซึ่งเรื่องนี้ตนเองได้รายงานให้ ครม.ทราบไปแล้วเมื่อช่วงเช้า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ทั้งสมช.หน่วยข่าวกรอง ทหาร สันติบาล มีตรงกัน ซึ่งเราจะดำเนินการทุกวิถีทางทั้งติดตามและกดดันคนกลุ่มนี้ภาณุพงศ์แบ่งก่อเหตุระเบิด 2 กลุ่ม
พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ10 เปิดเผยหลังประชุมนายตำรวจที่เกี่ยวข้อง ว่าหากมาจัดกลุ่มการก่อเหตุจะแบ่งได้ 2 กลุ่มใหญ่ คือ 1.กลุ่มระเบิดมาตรฐานก็จะแยกชนิดได้ตามอาวุธที่ใช้โดยผ่านการตรวจจากผู้ชำนาญการ กลุ่มแรกเป็นลักษณะของเอ็ม67 กับเอ็ม 26 หลายคดีทางตำรวจจะพบการทำลายหมายเลขที่ตัวระเบิด และมีการแต้มสีฟ้า อย่างเช่นเหตุระเบิดที่สำนักอัยการสูงสุดมีการใช้ตะไบฝนหมายเลขของระเบิด ถือเป็นกลุ่มที่ 1 ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 และเอ็ม 203 ในส่วนนี้เราได้ตำหนิรูปพรรณคนร้ายคืบหน้าพอสมควร ซึ่งจะมีภาพกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกบุคคลต้องสงสัยไว้ได้ 4 คดี ที่คาดว่าเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกันทั้งหมดเปิดแผนสกัดบึ้มป่วนกรุง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เชิญ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ 10 พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผบช.ส. พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโยรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) เข้ารายงานมาตรการรักษาความปลอดภัยหลังเกิดเหตุระเบิดหลายจุดใน กทม. โดยนายกฯได้เปิดโอกาสให้ ครม.ได้ซักถามสถานการณ์และการดำเนินการของฝ่ายปฏิบัติอย่างเต็มที่โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 20 นาที ผู้ชี้แจงได้ทำการฉายเพาเวอร์พอยต์ เรื่อง “กลไกการขับเคลื่อนการปฏิบัติ”
พล.ต.อ.วิเชียรได้รายงานในภาพรวมทั้งหมดระบุว่าเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นฝีมือของฝ่ายการเมืองที่ไม่ต้องการให้เกิดการปรองดอง พร้อมทั้งรายงานว่าได้กำหนด 9 มาตรการรักษาความปลอดภัยพื้นที่ต่างๆ ในกทม. ดังนี้ 1.พัฒนางานด้านการข่าว 2.ให้ สตช.แต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนคดีระเบิด 3.ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)เป็นแกนกลางในการประสานงาน 4.กดดันแนวร่วมผู้ที่มีข้อมูลด้านการข่าวว่าเกี่ยวข้อง หนุนหลังผู้มีอิทธิพล 5.ประสานงานขอความร่วมมือภาคประชาชนอาสาสมัคร รปภ.ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐ 6.ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบและรายงานรัฐบาล 7.การปฏิบัติตามแผนก้าวสกัดจับและซักซ้อมแผน 8.จุดตรวจ(ว.43) เพิ่มความเข้มในการปฏิบัติ และ 9.สำรวจความต้องการ CCTV เพิ่มเติม
จากนั้น พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ได้รายงานว่าได้แบ่งมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็น 3 แนวทางคือ 1.มาตรการเชิงรุกตั้งแต่งานสายสืบ ข่าวลับ วางสาย ล่อซื้อ เกาะติดกดดัน ไล่ล่าอาชญากรรมที่เกี่ยวข้อง เชื่อมโยง  2.มาตรการเชิงรับ วางระบบ รปภ. ควบคุมจุดเสี่ยง จุดล่อแหลม  ปรับสภาพแวดล้อมของจุด อบรม ฝึก ซักซ้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง และ 3.มาตรการรุกทางจิตวิทยา เช่น รณรงค์ทางสื่อ พบปะสร้างปฏิสัมพันธ์ภาคส่วนใช้ชุดสู้วิกฤต จัดโครงการมวลชนมีส่วนร่วม จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ สัมภาษณ์ผู้บาดเจ็บที่ได้รับจากเหตุการณ์คุมเข้ม 3 โซนอันตราย
รายงานข่าวระบุว่า ผบ.ตร.ยังกำหนดให้ 467 พื้นที่เป็นเขตล่อแหลมต่อการเกิดเหตุรุนแรง โดยในจำนวนนั้นได้แบ่งความเข้มข้นในการรักษาความปลอดภัยเป็น 3 ระดับ ดังนี้ 1.พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษอย่างยิ่งที่มีความเสี่ยงสูงหรือเป็นเป้าหมายของภัยคุกคามหากสร้างสถานการณ์ได้จะส่งผลกระทบสูง ใช้ทหารกับตำรวจสนธิกำลังรักษาความปลอดภัย เช่น เขตพระราชฐาน สถานที่ราชการที่สำคัญ บ้านพักบุคคลสำคัญที่ล่อแหลม แหล่งพลังงานขนาดใหญ่ การคมนาคมจุดสำคัญ สถานีรถไฟฟ้า และพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ที่มีความล่อแหลมสูง หรือสถานที่เคยเกิดเหตุ
2.พื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ ซึ่งเป็นพื้นที่มีความเสี่ยงล่อแหลมต่อการเกิดเหตุ ใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก เช่นสถานที่ราชการ บ้านพักบุคคลสำคัญ สถานที่เอกชนบริษัทห้างร้านที่เป็นเป้าหมาย เสี่ยงต่อการเกิดเหตุ และแหล่งพลังงาน แหล่งชุมชนที่มีประชาชนพลุกพล่าน3.พื้นที่เฝ้าระวัง ใช้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่มีอยู่เช่น สถานที่สาธารณะที่มีประชาชนจำนวนมาก สถานที่เอกชน ที่มีความเสี่ยง แต่ยังมีระบบรักษาความปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเสริมป้องกันเหตุอื่นๆประกอบด้วยตั้งจุดตรวจค้นด้านความมั่นคง 17 จุด ตั้งแต่21.00-05.00 น. ตั้งจุดตรวจค้นปกติ เวลา 22.00-05.00 น.เป็น 4 ห้วงเวลา สลับจุดรวม 136 จุด ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทางด่วน ทางยกระดับ เพื่อพิจารณาจัดทำกำแพงเสียง บนทางด่วน ในบริเวณซึ่งเป็นจุดล่อแหลม และชุดเคลื่อนที่เร็วจู่โจม ออกตรวจตราสนับสนุนการปฏิบัติของ สน.ท้องที่ครม.สั่งติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะรักษาการปฏิบัติหน้าที่แทนโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมครม.ว่า ครม.ได้มีการสอบถามเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมซึ่งครม.รับทราบว่าขณะนี้มีการสำรวจเรื่องการติดตั้งกล้องวงจรปิดที่ทั่วไปแล้วมี 8,846 ตัว รวมทั้งของภาคเอกชนด้วย มีการสำรวจเสร็จสิ้นว่ามีจุดไหนชำรุด ในส่วน กทม.มีการของบประมาณเพิ่มเติม เข้าใจว่าในส่วนของไทยเข้มแข็งอีก 600 ล้านบาท ปรับปรุงกล้องวงจรปิดทั้งหมดเพื่อให้เกิดการรวมศูนย์ สามารถถ่ายภาพกลางคืนได้โดยละเอียดเพื่อนำมาประกอบการดำเนินคดีได้ ในต่างประเทศพบว่าหลังจากที่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดอาชญากรรมลดลงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ศอฉ.เพิ่มจุดเฝ้าระวัง 77 จุด
เวลา 16.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ผอ.ศอฉ.) เป็นประธานในการประชุม ศอฉ. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. และผู้แทนแต่ละเหล่าทัพเข้าร่วมประชุม โดยใช้เวลาในการหารือเพียง 40 นาที จากนั้น พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.แถลงผลการประชุม ศอฉ.ว่าที่ ประชุมได้หารือถึงมาตรการป้องกันการสร้างสถานการณ์จากเหตุระเบิด ซึ่งในภาพรวมจะมีการเพิ่มจุดเฝ้าระวัง จากเดิม 30 กว่าจุด เพิ่มเป็น77 จุดทั่วพื้นที่ในเขต กทม.และปริมณฑล โดยจะมีการจัดสายตรวจ ตำรวจ และเจ้าหน้าที่สารวัตรทหารเข้าไปร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยในเส้นทางต่างๆที่มีความเสี่ยง
พ.อ.สรรเสริญกล่าวว่า ส่วนชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด(อีโอดี) ทหาร เดิมที่จะเตรียมพร้อมในพื้นที่ของกรมสรรพาวุธทหารบกจะเคลื่อนย้ายไปประจำที่กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1 รอ.) เพื่อสามารถออกไปป้องกันเหตุการณ์สร้างสถานการณ์ได้ทันเวลา”มาร์ค” เผยกลุ่มระเบิดชัดเจนมากขึ้น
เวลา 17.15 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ถึงมาตรการดูแลการก่อความไม่สงบในหลายพื้นที่ตอนนี้ว่า ทางเจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องได้รายงานค่อนข้างละเอียด ซึ่งตนจะไม่พูดในที่นี้ แต่ก็ดูว่าความพยายามในทางรุก และความพยายามที่จะขยายผลจากฐานข้อมูลที่มีอยู่ จากเหตุการณ์ต่างๆก็ดูว่าน่าจะมีโอกาสทำให้หลายสิ่งหลายอย่างดีขึ้น และโดยเฉพาะการที่จะนำคนผิดมาลงโทษ
เมื่อถามว่าล่าสุดเกิดเหตุระเบิดที่สำนักงานอัยการสูงสุด  นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ก็ได้รับรายงาน เมื่อถามอีกว่าเป็นเหตุป่วนในลักษณะเดียวกันหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มคนเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อถามย้ำว่าชัดเจนมากขึ้นคืออะไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าเป็นเรื่องรูปพรรณสัณฐานต่างๆ เป็นกลุ่มที่เกี่ยวข้องกันคือจะมีบางเหตุการณ์ที่ตนเคยเรียนว่า มันเกี่ยวข้องโยงกันได้และเป็นเรื่องที่น่าจะเกี่ยวข้องกับการเมือง ซึ่งตรงนี้มีความสามารถที่จะได้ข้อมูลมากขึ้นเกี่ยวกับตัวคนทำเกี่ยวกับความเชื่อมโยงอยู่บ้าง ก็กำลังขยายผลไปเรื่อยๆรับเชื่อมโยงกลุ่มชุมนุมที่ผ่านมา
เมื่อถามว่า มีความเชื่อมโยงมาจากการเคลื่อนไหวในการชุมนุมที่ผ่านมาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีครับการเมืองเกี่ยวกันตั้งแต่หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงชุมนุมด้วย เมื่อถามว่า โอกาสที่จะจับกุมตัวได้มีมากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนว่าถ้าสามารถขยายผลในทุกๆ เรื่องได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เช่น เขาก็พอรู้ว่าอุปกรณ์ที่นำมาใช้ซื้อที่ไหนอย่างไร ก็จะมีการเจาะลงไปในรายละเอียดมากขึ้นๆ
เมื่อถามว่า นาย ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกมาระบุว่าจะมีเหตุระเบิดไปจนถึงสิ้นปี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็ต้องพยายามไม่ให้เป็นอย่างนั้นครับ เมื่อถามว่า มีเหตุอะไรที่ทำให้มีเหตุระเบิดถี่ขึ้นในช่วงนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็มี อย่างสัปดาห์ที่ผ่านมาบางเหตุการณ์เราค่อนข้างมั่นใจว่าไม่เกี่ยวกับภาพรวมซึ่งถ้าหากเกิดขึ้นอาจจะไม่ได้รับความสนใจเท่าไหร่ แต่เกิดขึ้นมามีความรู้สึกว่าต่อเนื่องกัน เลยทำให้ดูถี่นั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามอย่างที่เรียนว่ามาตรการเชิงรุกที่จะทำและการขยายผลกรณีต่างๆ ในอดีตจะเป็นหัวใจสำคัญวางระเบิดแสวงเครื่องที่นนทบุรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน เวลา 15.30 น.ตำรวจสภ.บางกรวย จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายระเบิดวางไว้ที่หน้าอาคารพาณิชย์เลขที่ 45/26-27 ม.4 ต.วัดชะลอ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี หลังตรวจสอบพบว่า วัตถุดังกล่าวเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง ซึ่งแท่งระเบิดภายในบรรจุดินระเบิดสีเทา พันด้วยกระดาษกาวสีน้ำตาล โดยมีตะปูยาวขนาด 4 นิ้วและหัวนอตแปะติดรอบจุดชนวนด้วยสายชนวนโดยใช้ธูปเป็นตัวจุดชนวนถ้าระเบิดทำงานขึ้นมาอานุภาพการทำลายล้างจะสูงมาก
จากการสอบสวน น.ส.สุมาลี เหลืองดำรงกิจ อายุ48 ปี อาชีพรับออกแบบสิ่งพิมพ์ ซึ่งเป็นเจ้าของอาคารดังกล่าวทราบว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.10 น.ขณะที่กำลังจะขับรถเก๋ง จะไปทำธุระนอกบ้าน ปรากฏว่าขณะถอยรถมีความรู้สึกว่าล้อรถไปทับสิ่งของตนเองจึงลงมาดู ก็พบวัตถุดังกล่าว จึงได้เดินไปที่ปากซอยบอกให้มอเตอร์ไซค์รับจ้างมาดู เมื่อมอเตอร์ไซค์รับจ้างมาดูแล้วบอกว่าน่าจะเป็นระเบิด ตนจึงได้โทรศัพท์ไปแจ้งให้ตำรวจทราบ

กล้องวงจรปิด CCTV

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s